
- Cool nuntanaweeracho n.com. Soory 4 Offtopic: Win ...
- สุดยอดมากๆเลย..ขอบคุณนะคะ(ทีหล ังถ้าระบุด้วยว่ าพั...
- ขอบคณมากๆนะคะ..ละเอียดมากเลยยย
- สำหรับคนรักฟุตบ อลขอแนะนำ www.skybet888.com ฝากถอน...
- หนังเรื่องนี้ดี มากๆ ผมจะรอภาค3น่ะครับ ผมจะรอ
- หนูอยากได้ประวั ติโดยกำเนิดของค ุณนันทนา วีระชน ค่...
- อยากได้หนังสือน ิยาย เรื่อง เพลิงเเค้นแสนรั ก ซื้อ...
- จีจ้าน่ารักจังเ ลย อยากดูหนังเรื่อ งนี้จัง
- น่าจะมีชื่อตัวล ะครด้วยนะเนี่ย! ;-) :-*
- ว๊าวๆ อยากดูจังเลยค่ะ ^^
นวนิยายออนไลน์
"นายขนมปัง นางสาวปลาแดก" นวนิยาย Online ของ "นันทนา วีระชน" เริ่มแล้ววันนี้..ที่นี่ ที่เดียว
รวมนวนิยายออนไลน์
"นายขนมปัง นางสาวปลาแดก" นวนิยาย Online ของ "นันทนา วีระชน" เริ่มแล้ววันนี้..ที่นี่ ที่เดียว
นายขนมปัง-นางสาวปลาแดก
ของ นันทนา วีระชน

คนวัยเดียวกับหล่อน หรือวัยเดียวกับพี่สาวของหล่อนในหมู่บ้าน
ล้วนไม่ได้เรียนหนังสือ การศึกษาไม่ใช่คำตอบที่ผู้คนไขว่คว้าอีกต่อไป
เงินต่างหากที่สวมปีกหางให้ผู้คนโบยบินไปตามหาไฟฝัน..
บทที่๑.
"อี..อีเหี่ยน..อีปลาแดก..อีไหปลาร้า.."
เสียงตะโกนโหวกเหวกมาแต่ไกล ทำให้หทัยเริงค่อยๆ โผล่หน้าเริ่มตั้งแต่ศีรษะที่เทินไว้ด้วยกอผักตบชวาในหนองน้ำใหญ่ท้ายหมู่บ้านที่มีกุ้งฝอยตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายกระโจนอยู่ไปมาตามรากฝอยสีดำของผักตบ “เอ..เมื่อกี้นี้บักหำมันบอกว่าอีเหี่ยนหาปลาอยู่ในหนองนี่นา ไม่เห็นมี..”
มารดาของหล่อนยกมือขึ้นป้องใบหน้า ลดแสงของแดดยามบ่ายคล้อยเพื่อกวาดสายตา มองเห็นดวงตาคู่นั้นฉ่ำไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่มีเป็นต้นทุนเดิมในสายเลือดอยู่แล้วเต็มดีกรี พร้อมกับกลิ่นที่ระเหยออกมาจากเหงื่อและริมฝีปาก..
“อีเหี่ยน..”
นางส่งเสียงตะโกนดังกว่าเดิม “กูรู้นะว่ามึงอยู่ในหนองนั่น จะอยู่เป็นเมียปลิงหรือจะไปพัทยากับอีนาง ไปหาเงิน..เข้าใจมั๊ยคำว่าไปหาเงินน่ะ”
หทัยเริงถอนหายใจหนักๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มารดาของหล่อนหายใจหายคอเป็นเงิน เพราะทุกคนในหมู่บ้านนี้ล้วนหายใจออกมาเป็นทรัพย์สินเงินตราทั้งสิ้น..
“จะไม่ขึ้นก็ตามใจ กูจะบอกอะไรให้ ถ้ามึงไม่ขึ้นมาเดี๋ยวนี้กูจะให้บักน้อยมันไปกับอีนาง..” มารดาของหล่อนทำหน้าหยิ่งๆ เย้ยหยันเมื่อมีข้อต่อรอง “ให้มันไปหาเงินกับฝรั่งสักพัก แล้วส่งเงินมาให้แม่ปลูกตึกแถว บ้านก็มีแล้วอีนางมันส่งเงินมาให้ปลูกบ้าน รถก็มีแล้วพี่สาวเอ็งนั่นแหละเอารถของผัวฝรั่งที่หัวใจวายตายมาให้ ยังแต่ตึกแถว..ยังไม่มีตึกแถวให้คนนับถือ ถือว่ายังไม่ประสพความสำเร็จในความเป็นยอดคุณแม่”
หญิงสาวพรวดพราด..โผล่..
“แม่..” หล่อนร้องเสียงหลง ศรีษะยังคงปกคลุมไปด้วยสวะกอใหญ่ ใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยดินกับโคลนเต็มไปด้วยกุ้งฝอยที่กำลังเต้นแร้งเต้นกา “แม่ทำยังงั้นไม่ได้นะ..”
“อ้อ..”
มารดายิ่งเย้ยหยัน “โผล่แล้วหรือวะอีเหี่ยน มา..ขึ้นมาล้างหน้าล้างตาล้างเนื้อล้างตัวเดี๋ยวจะไปพัทยากับพี่สาวเอ็ง..ไปหาเงิน..”
“แม่..”
หทัยเริงดิ้นพราดจนน้ำโคลนแตกกระจาย ท่าทีของหล่อนขี้ริ้วขี้เหร่ภายใต้คราบโคลน “ใจคอแม่จะอยากได้เงินไปถึงไหน แม่จะซื้อความอยากด้วยการขายลูกทั้งครอกเลยหรือยังไง”
“อีเหี่ยน..”
มารดาของหล่อนเริ่มโกรธ ท้าวเอวแล้วชี้หน้าหล่อน “กูเป็นแม่มึงนะไม่ใช่ควาย ออกพวกมึงมาเป็นตัวๆ ไม่ได้ออกเป็นครอกๆ เพราะฉะนั้นมึงมีหน้าที่ต้องทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ อีนางพี่สาวเอ็งไปทำงานที่อุดร คนนินทากันทั้งหมู่บ้านว่ามันไปเป็นกะหรี่ขายตัว แล้วเป็นยังไง..เดี๋ยวนี้อีนางมันขับรถราคาเป็นล้าน มีบ้านหลังใหญ่มีเงินใช้ฟุ่มเฟือย แม่จะซื้อเหล้ามาอาบทั้งถังก็ยังได้ ไปทางไหนก็มีแต่คนสรรเสริญเยินยับ..เอ๊ย..เยินยอ..เอ็งไม่อยากเป็นเหมือนพี่สาวของเอ็งอยากจะไถนากับควายไปทั้งชาติหรือยังไง..”
หทัยเริงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หญิงสาวเต็มไปด้วยความคับแค้นมารดา..
“แม่..ฉันไม่อยากไปพัทยา ฉันอยากเรียนมหาวิทยาลัย”
“เรียนให้มันได้อะไรขึ้นมา..ฮึ”
มารดาทำเสียงขึ้นจมูก “เรียนไปทำไมมากมายตายแล้วก็ลืมหมด จบมัธยมหกมาน่ะดีเท่าไหร่แล้ว มีใครในหมู่บ้านนี้ได้เรียนถึงมัธยมหกบ้าง เรียนมาแล้วก็หัวแข็งพ่อแม่สั่งสอนไม่ได้ ดื้อ..ด้าน..ยางไม่มี”
หทัยเริงร้องไห้เสียงดัง หล่อนเดินโครมๆ ลุยโคลนขึ้นมาบนฝั่งแล้วโยนกระชังปลามาตรงหน้ามารดา..
“ก็ฉันบอกแล้วฉันจะไม่ขอเงินแม่ ฉันกู้เงินหลวงเรียนก็ได้ เดี๋ยวนี้เขามีเงินให้กู้เรียนหนังสือ”
“ฮึ แล้วมันพอมั๊ย..เงินแค่นั้นน่ะมันพอยาไส้เอ็งทั้งปีมั๊ย อีเหี่ยนเอ๊ยเชื่อแม่เถอะ..ไปหาเงินที่พัทยากับพี่สาวเอ็งสักพัก แล้วเอ็งจะมีทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าบ้าน..รถ..หรือควาย จะซื้อควายเหล็กหรือควายเนื้อก็ได้ จะแต่งหน้าทาปากยังไงก็ได้ หรือถ้าได้ดีมีวาสนา..เอ็งก็อาจจะได้ไปเมืองนอกกับฝรั่งอย่างพี่สาวของเอ็ง อีเหี่ยนเอ๊ย..จะไม่มีใครเรียกเอ็งว่าอีเหี่ยนอีกแล้วนอกจากคุณเหี่ยน.หะ.หะ..หทัยระเริง..”
หทัยเริงสดุ้งสุดตัว หญิงสาวพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ..สัมผัสสายลมริมหนองน้ำ มองเห็นผักตบชวาลอยอยู่หนาแน่น เสียงปลาฮุบนานๆ ครั้งไกลออกไป หทัยเริงรู้สึกตัวในทันทีแล้วจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าหล่อนเพียงแต่..ฝัน..ไป..
----------------------------------------------
“อีเหี่ยน..เหี่ยนโว้ย..”
“จ๋า..” หทัยเริงส่งเสียงขานรับ หล่อนเดินออกมาจากครัวของตึกชั้นเดียวที่เพิ่งจะโบกปูนและเตรียมทาสี บนพื้นที่ที่เป็นเนินสูง มองเห็นรายรอบบริเวณที่มีต้นไผ่อยู่ทั่วไป เสียงไก่ขันในยามบ่ายดังแทรกขึ้นมาในความร้อนอบอ้าว มองเห็นท้องนาสีเหลืองจัดกับต้นข้าวที่ล้มระเนระนาดอันเป็นภาพของบ้านชนบทอีสาน “เมามาอีกแล้วหรือแม่ อะไรกัน..นี่เพิ่งจะบ่ายโมงเท่านั้นเองนะแม่”
“อย่าสาระแน..”
ร่างเล็กๆ ในนุ่งห่มสีหม่นของมารดาถลาเข้ามาด้วยอาการซวนเซ ใบหน้านั้นแดงกล่ำ เส้นผมหยิกหยองเสยไปทางเบื้องหลัง เสื้อคอกระเช้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อของความร้อนอบอ้าว มีเสื้ออีกตัวหนึ่งพาดอยู่บนไหล่ “เหล้าน่ะกินเข้าไปแล้วใครจะไปห้ามมันว่าต้องเมาเวลานั้นเวลานี้ได้วะ ฉลอง..ล้มทับเจ้ามือเสียหน่อยว่ะวันนี้เจ้ามือรวยไปหลายหมื่น”
“งั้นคนที่เสียก็เป็นแม่น่ะซี”
“อีเหี่ยน..” มารดาแผดเสียงดุ “เป็นลูกบังเกิดเกล้าก็พอแล้ว ไม่ต้องมาทำตัวเป็นคุณแม่ของกู ทำไมกูจะเสียไพ่วันละหมื่นไม่ได้ มีเงินง่ะ..” น้ำเสียงของมารดาท้าทาย “มีลูกเป็นอภิชาติบุตรส่งเงินให้ไช้เดือนละห้าหกหมื่น จะกินจะเมาจะเล่นยังไงอีนางมันไม่เคยลำเลิก ก็มีแต่มึงนี่แหละ..” มารดาใช้นิ้วชี้จี้มลงบนหน้าผากดำเป็นเหนี่ยงของหล่อน “หุงข้าวให้กินเข้าหน่อยทำเป็นคุณแม่..ชะ..ชะ..อี..”
หทัยเริงทอดถอนหายใจ..
“หนูมีเรื่องจะพูดกับแม่”
“ไม่อยากฟัง..”
“งั้นเมาก็ไปนอนซะ”
“กูไม่เมาโว้ย..” มารดาสบัดเต็มแรง เกาะกุมของหทัยเริงหลุดร่างเล็กๆ นั้นจึงเซถลา “แน้..ยังมีหน้ามาผลักกูอีกอีเหี่ยน กูจะฟ้องอีนางพี่สาวของมึง”
หญิงสาวใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ...ความน้อยเนื้อต่ำใจและความคับแค้น..
“แม่น่ะอะไรๆ ก็พี่นางๆ แม่มีลูกอยู่คนเดียวคือพี่นางหรือยังไง หนูกับบักน้อยถึงไม่อยู่ในสายตาของแม่เลย”
“เพราะมึงมันดื้อ อีพวกเรียนหนังสือมากๆ มักอวดดี..ดื้อ..ไม่ได้เกิดมาเพื่อฟังคำสั่งของใคร อีนางกูไม่เห็นมันจะต้องเรียนมะหาลงมะหาลัยอย่างใครเลย มันพูดฝรั่งฟ๊อดดดดด..”
น้ำลายของมารดากระเซ็นออกมาจากไรฟันด้วยความภาคภูมิใจ “ไม่เห็นมันจะต้องเรียนหนังสือสูงๆ ไปเรียนพิเศษ ไปจ้างอะไรนะ..ไอ้เต้อๆ น่ะ..”
“ติวเตอร์..”
“มันมีผัวฝรั่งเปลี่ยนหน้ากันอาทิตย์ละคน พูดได้ทั้งฝรั่งอังกฤษทั้งสเปนทั้งแขก มันพูดภาษาอินเตอร์ได้ทั่วโลก ไม่เห็นมันจะต้องเรียนมะหาชะลาลัย..”
แล้วมารดาของหล่อนก็เอนกายลงกับเก้าอี้ยาว หลับไปเกือบจะทันที..
-----------------------------------------------
สายมากแล้วเมื่อหทัยเริงหอบตะกร้าหวายใส่ผักบุ้งทอดยอดกลับมายังจักรยานเก่าๆ ของหล่อนที่จอดทิ้งไว้ริมถนนหน้าหนองน้ำใหญ่ของหมู่บ้าน เสียงรถจักรยานยนต์ดังมาใกล้และดับเครื่องยนต์หยุด..
“เหี่ยน..”
มีเสียงร้องทักทาย หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นเห็นรอยยิ้มขบขันของเต็มดวงเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนมัธยมปลายที่เพิ่งจะผ่านพ้นการสอบ ต่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย “ทำอะไรน่ะ เก็บผักไปทำไมก็ไหนว่าพี่สาวส่งเงินมาให้ทุกเดือนไม่ใช่หรือ..”
หญิงสาวไม่ตอบ หล่อนเพียงแต่ยิ้มฝืนๆ ราวกับเสียไม่ได้
“ไปไหนมา..”
“แวะมาบอกเรื่องจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ น่ะ” ท่าทีของเต็มดวงโอ่อวด “จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ถ้าไม่ได้ก็ใช้แผนสอง เข้ามหาวิทยาลัยเอกชนไอ้ที่ดังๆ แพงๆ คุณแม่จะเช่าหอพักให้อยู่ เออ..เธอล่ะเหี่ยน..” น้ำเสียงของเต็มดวงใคร่รู้ “เห็นว่าจะไปพัทยาหาเงินเหมือนพี่สาวใม่ใช่หรือ..”
หทัยเริงขมวดคิ้ว..น้ำเสียงของหล่อนบอกถึงความไม่พอใจ””
“ใครบอก..”
“ใครๆ เขาก็รู้ทำไมต้องให้ใครบอกด้วยล่ะ” เต็มดวงหัวเราะขบขัน “วิธีหาเงินแบบนี้ก็ง่ายดีนะแต่คุณแม่ของฉันบอกว่ามันเสียชาติที่เกิดมาเป็นผู้หญิง แทนที่จะได้เรียนหนังสือสูงๆ ทำงานดีๆ มีหน้าที่การงานทรงเกียรติ กลับต้องไปเดินจับฝรั่งแค่จะเอาเงินมาปลูกบ้านกับซื้อรถ แค่อยากจะมีอะไรๆ ที่คนอื่นเขามีกัน”
หทัยเริงรู้สึกร้าวไปทั่วกระบอกตา ยอกแสยงไปถึงทรวงอกทุกครั้งที่มีคนกล่าวถึงครอบครัวของหล่อนเช่นที่เต็มดวงกำลังจะกล่าวถึง เต็มดวงเป็นลูกข้าราชการอำเภอ เรียนจบมัธยมปลายเพื่อที่จะมีอนาคตเรียนมหาวิทยาลัย อันเป็นความฝันของทุกคนรวมทั้งหทัยเริงด้วย..
แต่หล่อนไม่มีโอกาส ไม่ใช่เพราะหทัยเริงไร้สติปัญญา หากแต่หญิงสาวไร้โอกาส..มารดาของหล่อนมีเงินกินเหล้า..เสียไพ่ เล่นการพนัน ใช้ชีวิตเสเพลแต่ไม่มีเงินพอที่จะส่งหทัยเริงเรียนมหาวิทยาลัย..มารดาของหล่อนเลือกอนาคตไว้ให้หล่อนแล้วที่พัทยา..
“เหี่ยน..” เต็มดวงเรียกไว้เมื่อหทัยเริงขยับรถจักรยานเก่าๆ คันเดิม “นั่นจะไปไหนน่ะ โกรธหรือที่ฉันพูดความจริง เสียดายนะเธอเรียนหนังสือได้เกรดตั้งสามกว่าๆ เกือบสี่ แต่กลับไม่ได้เรียนต่อ เลยไม่รู้ที่ผ่านมาขยันเรียนแทบตายเพื่อที่จะเสียเวลาหรือเปล่า”
----------------------------------------------
บทที่๒.
“อีเหี่ยน..”
หทัยเริงยังนั่งนิ่งเฉย “เป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะคุณเหี่ยนขา..เรียกไม่กระเตื้อง..ไม่ไหวติง ๆไม่มีอารมณ์จะตอบขึ้นมาอีกแล้ว กูถามจริงๆ เถอะอีเหี่ยนเดือนนี้ประจำเดือนมาหรือยัง”
หล่อนค่อยๆ กรอกนัยน์ตาขุ่นเขียวมาทางมารดา ใบหน้าดำเป็นเหนี่ยงมีคราบไคลตกกระของความขี้ริ้ว เส้นผมหยิกหยองสั้นๆ ยาวๆ ไม่ได้รูปทรง เกรอะกรังเหมือนแปรงขัดเขม่าหม้อ ขายาวเป็นสีดำจัดโผล่พ้นกางเกงขาสั้นหลวมๆ เสื้อยืดเก่าๆ สีดำจนจาง หล่อนนั่งถ่างขาคล่อมกะลามังซักผ้าอยู่ใกล้ๆ ตุ่มน้ำ..
“แม่ถามทำไม”
หทัยเริงขมวดคิ้ว “นี่แม่คิดอะไรน่ะ”
“เออ..รู้เหมือนกันแฮะ” มารดาของหล่อนหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ ท่าทีเพิ่งจะสร่างจากอาการเมาหนักของเมื่อคืนนี้ “ว่าอีพวกประจำเดือนไม่มามันต้องเดือดร้อนเหมือนอีนางตอนที่มันกลับมาหน้าซีดหน้าขาว มาถึงก็อาเจียนโอ้กๆ กูนึกแล้ว..กูถามมันอย่างที่ถามมึงนี่แหละว่าประจำเดือนมาหรือยัง..”
“แม่..” หทัยเริงหดขาเข้ามา แล้วลุกขึ้นยืน “ใจคอแม่จะไม่คิดถึงไอ้โจอี้มันเลยหรือยังไง”
มารดาของหล่อนส่งเสียงสูงปรี๊ด..
“กูจะคิดถึงมันทำไม ไอ้พ่อมันคนอเมริกันกลับมาซื้อ..เอ๊ย..รับตัวมันไปแล้ว ดี..มันจะได้พ้นๆ อกของกูไปเสียที อีนางมันก็จะได้ตัวเปล่าเล่าเปลือย ถ้ามันไม่สาระแนทำเชื้อลอดถุงยางน่ะ”
หล่อนถอนหายใจยาว ขยับก้าว..
“นั่นจะไปไหนอีเหี่ยน..”
“ไปไหนก็ได้ แม่สนอะไรล่ะ”
“แน้ๆๆๆๆ อีเหี่ยน..” มารดาร้อง “จบมัธยมปลายเข้าหน่อยทำโอหังญาติผู้ใหญ่แตะต้องไม่ได้ นี่ถ้าไปเรียนมหาวิทยาลัยกลับมาสงสัยจะแตะไม่ได้เดี๋ยวทองร่วง อีนางน่ะ..มันหาเงินได้ตั้งแต่อายุสิบสาม มันส่งเงินมาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงจนพ่อมันเมาหัวทิ่มเข้าไปในกอไผ่เอาออกไม่ได้ มีคนไปเจอตอนเช้า พ่อมึงก็ไม่สนแล้วว่าจะเอาหัวออกมาจากกอไผ่ทำไม..ตาย..” น้ำเสียงของมารดาเครือๆ ไป ราวกับยังคงสะเทือนใจอยู่ “กูถามว่ามึงจะไปไหน”
“ไปหนอง..”
หล่อนหันไปคว้าข้องปลา “ไปลงเบ็ด..”
“ไปลงทำไมหนอง ตลาดแน่ะ..มีปลาให้ซื้อแทบจะทุกอย่าง อีนางมันบอกแล้วจะกินจะอยู่ยังไงตามสบาย สิ้นเดือนมันจะเอาเงินมาให้อีกตอนนี้มันได้ผัวแก่ อีกหน่อยพอผัวแก่หัวใจวายตายมันก็ได้สมบัติอีก อย่างน้อยก็เครื่องเสียง เทป โทรทัศน์ เงินที่เหลือๆ หรือไม่ก็..รถ..”
“แม่..”
หทัยเริงเดินเข้ามา “แม่นี่งกไม่เลิกเลยนะ วิทยุมีตั้งกี่เครื่อง โทรทัศน์ เครื่องเสียง มีมากมายก่ายกองไม่เห็นแม่เคยเปิดฟังเลย แม่จะอยากได้ใคร่ดีอะไรอีก”
“อีเหี่ยน..”
มารดาแปลกใจ ถืงกับยืนท้าวเอวงงงัน “นี่มึงเป็นแม่กู หรือกูเป็นแม่มึงกันแน่วะอีเหี่ยน”
“แม่เป็นแม่ของหนู แต่ใจคอเราจะไม่ช่วยพี่นางประหยัดบ้างเลยหรือ อะไรที่เก็บกำได้แม่น่าจะเก็บไว้บ้าง คนอื่นๆ ที่ลูกไปทำงานที่พัทยาเขาก็เก็บเงินเอาไว้ใช้ประโยชน์ แต่แม่..”
“ก็อีนางมันสั่งไว้นี่หว่า..”
มารดาอ้าง “อยากกินอะไรให้กิน อยากใช้อะไรใช้ อยากเล่นอะไรให้เล่น เพราะแม่จะอยู่ใช้เงินอีกไม่นานหรอก ทำใจดีๆ ไว้กูตายแน่”
“ฮึ..”
หทัยเริงกระแทกเสียงขมขื่น “พอเถียงไม่ขึ้นแม่ก็เอาไม้ตายเรื่องเป็นเรื่องตายขึ้นมาขู่ หนูก็ไม่เคยเห็นใครเกิดมาแล้วไม่ตายเสียที”
หล่อนเดินเสียงดังโครมครามออกไปแล้ว มารดาจึงได้แต่ขมวดคิ้ว..
“เอ๊ะ นี่อีเหี่ยนมันแช่งกู หรือว่ามันชี้ให้กูเห็นสัจธรรมอันได้แก่เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..กันแน่ อีนี่..เรียนหนังสือชั้นมัธยมหกเข้าหน่อยทำเป็นรู้ดีรู้มากรู้ลึกสั่งสอนแม้กระทั่งแม่บังเกิดเกล้า..ชะ..”
--------------------------------------------------
บ้านเรือนไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงโปร่งทาสีขาวที่พร่าไปด้วยความเก่าแก่และกาลเวลา มีความเคลื่อนไหว กระเป๋าหลายใบถูกลำเลียงขึ้นรถกะบะเปิดท้าย โดยมีคุณนายบังอรเป็นผู้สั่งการด้วยเสียงอันเจี้อยแจ้ว..
“เอากระเป๋าของคุณเต็มขึ้นก่อนส่วนของท่านเอาไว้ทีหลัง ส่งท่านเข้าประชุมที่จังหวัดแล้วค่อยไปส่งฉันกับคุณเต็มที่สถานีรถไฟ เร็วๆ เข้าอย่ามัวอืดอาดโอ้เอ้ ลูกเต็มไม่ทันรถไฟละก็..ฉันจะสั่งท่านตัดเงินเดือนภารโรงของแกนายเมือก..”
เต็มดวงสวมเสื้อสีชมพูอ่อน มีดอกดวงกระจายอยู่ทั่วไป เส้นผมของหญิงสาวขมวดเป็นเปียทั้งสองข้าง หล่อนสวมเสื้อปกฮาวายสีขาว รองเท้ารัดส้น
หล่อนผละจากมารดาเดินตรงมายังรถจักรยานของหทัยเริง..
“เหี่ยน..เธอน่ะเอง..”
เต็มดวงกวาดสายตา มองหทัยเริงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเห็นยังสวมเสื้อผ้าเดิมๆ “ไม่นึกเลยว่าเธอจะมาส่ง ฉันบอกใครต่อใครไว้ ไม่เห็นมีใครมาส่งฉันเลย”
หทัยเริงมองไปยังกระเป๋าหลายใบที่กำลังลำเลียงขึ้น..
“จะไปแล้วหรือ..”
“คุณพ่อให้คนขับเอารถหลวงไปส่งที่จังหวัดเพราะต้องเข้าประชุม แล้วจะเลยไปส่งฉันกับคุณแม่ที่สถานีรถไฟ ถึงฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดก็มีที่เข้าเรียนได้เยอะแยะ ถามจริงๆ เถอะ อิจฉาฉันบ้างหรือเปล่าเหี่ยน”
หทัยเริงไม่ตอบ ท่าทีของหล่อนเต็มไปด้วยความทึ่ง..
“ขนกระเป๋าเหมือนย้ายบ้านเลยนะ”
“ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้น ถึงคุณแม่จะเช่าหอพักให้อยู่ ก็ต้องมีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว คุณแม่ไปเลือกหอพักให้เอง แล้วจะไปจัดของให้ด้วย”
“ดีจัง..”
หทัยเริงพึมพำ “คงสนุกนะ”
“ต้องสนุกแน่ เพราะมันเป็นชีวิตใหม่ของฉัน เติ้ง ติ้วแล้วก็ต๋อมจะไปเรียนกรุงเทพฯ เหมือนกัน” เต็มดวงหมายถึงเพื่อนในกลุ่มเดียวกันกับหล่อน ล้วนแต่เป็นลูกพ่อค้าคหบดีท้องถิ่น
“นัดเจอกันที่นั่น มีแผนจะเที่ยวกันให้สนุกเลย เออ..แล้วเหี่ยนล่ะพี่สาวจะมารับเมื่อไหร่”
หญิงสาวงงงัน..
“รับไปไหน”
“อ่าว ก็ไปหาเงินที่พัทยาน่ะซี เมืองฝรั่งเงินทองเยอะแยะไม่ใช่หรือ ไม่เรียนหนังสือก็ต้องไปหาเงิน”
คุณนายบังอรเดินนวยนาดเข้ามา..
“ลูกเต็ม..” น้ำเสียงของคุณนายบังอรตำหนิ ร่างท้วมหนานั้นอยู่ในเสื้อผ้าชุดไหมปราณีต สายตาที่มองมายังหทัยเริงเหยียดหยิ่ง “มาเสียเวลากับเด็กพวกนี้อยู่นี่เองไปเถอะ คุณพ่อลงมาแล้วเดี๋ยวจะไม่ทัน”
เต็มดวงหันมา..
“ไปก่อนนะเหี่ยน คงต้องร่ำลากันตรงนี้เลยเพราะเราคงไม่มีโอกาสพบกันอีกแล้วละ เพราะทางของเรามันเหมือนเดินถนนกันคนละสายเลย” น้ำเสียงของเต็มดวงเต็มไปด้วยความภาคภูมิ หล่อนถูกมารดาดึงแขนกลับไปที่รถยนต์ “ไปนะ..”
หล่อนเดินกลับมาที่หนองน้ำอย่างเหงาซึม หทัยเริงทรุดตัวลงนั่ง กอดเข่าแล้วมองไปยังตะวันที่กำลังเคลื่อนคล้อย แสงแดดอ่อนลง..เสียงผู้คนที่เคยเคลื่อนไหวกลับเงียบสงัด นานมาแล้วที่ภาพของหมู่บ้านชนบทยังคงเหลือค้างอยู่ในความคิดของหทัยเริง..
ภาพของบ้านหลังคามุงแฝก เสาไม้ไผ่และฝาขัดแตะหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี โรงเรียนมัธยมประจำท้องถิ่นยังคงยืนตัวอย่างเงียบเหงาอยู่ในแมกไม้เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขณะที่สภาพของบ้านเรือนเปลี่ยนจากฝากมุง..ฝาขัดแตะ..และเสาไม้ไผ่เป็นปูนซีเมนต์ที่มีโครงสร้างแข็งแรง มีประตู หน้าต่าง มีสีสัน มีโรงจอดรถยนต์ที่ล้วนแต่มีรถบรรทุกเล็กจอดอยู่..
คนวัยเดียวกับหล่อน หรือวัยเดียวกับพี่สาวของหล่อนในหมู่บ้านล้วนไม่ได้เรียนหนังสือ การศึกษาไม่ใช่คำตอบที่ผู้คนไขว่คว้าอีกต่อไป เงินต่างหากที่สวมปีกหางให้ผู้คนโบยบินไปตามหาไฟฝัน..
“อีเหี่ยน..”
“แม่..”
หทัยเริงถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย “อีกแล้วหรือ แม่จะด่าอะไรอีก”
“รีบกลับบ้านเร็วๆ เข้า จะนั่งรอตะวันตกปุลงมาตรงหน้า หรือจะรอราชรถมาเกย” ท่าทีของมารดากระตือรือร้นมาแต่ไกล “ระวังรถสิบล้อมันเกยพรวดเดียวเอ็งแบนแต็ดแต๋นะ..” แปลกที่มารดาของหล่อนมีอารมณ์ขันที่รื่นเริงต่างไปจากเมื่อเช้านี้ “กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”
“เดี๋ยวไป..”
“ไม่ได้..”
มารดาเข้ามาประชิดตัวแล้วดึงมือของหล่อนแรงจนเหมือนกระชาก “ต้องกลับเดี๋ยวนี้เลย”
“แม่..” หทัยเริงยังขัดขืน “ฉันกลับเองได้ไม่ต้องมาลากฉันหรอก คราวนี้อะไรอีกล่ะ..”
“อีนางมันเพิ่งกลับมาจากพัทยา..” น้ำเสียงของมารดาตื่นเต้น
“พอมาถึงมันก็ถามถึงเอ็งเลย โชดดีมีวาสนาจะได้ไปพัทยาแล้วอีเหี่ยนเอ๋ย..ลูกรักของแม่..”
----------------------------------- 
"นายขนมปัง นางสาวปลาแดก" 2 (ต่อ)

*************************************
Last Updated (Thursday, 30 September 2010 11:11)






